หนึ่งร้อยกว่าปีมาแล้ว ประเทศไทยได้ก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ — เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2464 พระราชบัญญัติประถมศึกษาได้ประกาศใช้เป็นครั้งแรก ทำให้เด็กหญิงและชายทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทย
เบื้องหลังกฎหมายฉบับนี้คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ผู้ผลักดันแนวคิด “ยกคนทั้งชาติให้สูงขึ้นพร้อมกัน” ให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากหลายฝ่ายที่เห็นว่าชาวบ้านไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ แต่ท่านยืนหยัดว่า “ชาติจะเข้มแข็งได้ ต้องให้คนทุกฐานะมีความรู้เท่าเทียมกัน”
พระราชบัญญัติฉบับนี้มิได้เป็นเพียงกฎหมายด้านการศึกษา แต่เป็น “ประกาศความเสมอภาค” แห่งยุค ที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกศาสนา ทุกฐานะ ได้รับความรู้และคุณธรรมอย่างเท่าเทียม
นับจากเข้าสู่ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการเมื่อปี พ.ศ. 2459 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีก็ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาชาติมาโดยตลอด ท่ายได้ปรับปรุงโครงการศึกษา ร.ศ. 131 และโครงรูปการศึกษา พ.ศ. 2458 ยกร่างเป็นแผนการศึกษาสำหรับชาติ (National Education) นำเข้าสู่การประชุมเสนาบดีสภา ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2462 โดยวางรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสามัญและวิสามัญศึกษาให้สอดคล้องกันยิ่งขึ้น ให้มีการศึกษาถ้วนหน้าสำหรับเด็กชายหญิง และให้ชั้นประถมศึกษามีการศึกษาสายวิสามัญควบคู่กับสายสามัญศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนจบชั้นประถมได้ความรู้ในสายวิสามัญด้านหัตถกรรม กสิกรรม หรือพณิชยกรรม อันจะเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพหากไม่เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น
แผนการศึกษาฉบับนี้ได้รับพระบรมราชานุมัติ แต่เมื่อนำมาขอความเห็นจากที่ประชุมเสนาบดีสภาเพื่อประกาศใช้และขออนุมัติงบประมาณก็มีข้อคัดค้านในแนวความคิดและวิธีจัดการตั้งแต่ต้น
เพื่อทำให้การศึกษาชาติเกิดขึ้นจริงตามแผน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้ยกร่างพระราชบัญญัติประถมศึกษา ทูลเกล้าฯ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2463 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีพระราชวินิจฉัยอยางไร ส่วนกระทรวงนครบาลได้มีหนังสือกราบทูลความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2463 หลังจากได้รับความเห็นของเสนาบดีกระทวงนครบาลแล้ว กรมราชเลขาธิการได้มีหนังสือเวียนถึงเสนาบดีกระทรวงต่างๆ ให้ร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และวันที่ 12 มีนาคม 2463

กว่ากรมราชเลขาธิการได้นำส่งพระราชวินิจฉัยว่าข้อโต้แย้งของกระทรวงต่างๆ นั้นมีมูล และส่งความเห็นของกระทรวงนครบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทยให้กระทรวงศึกษาธิการกลับไปพิจารณา ก็เป็นวันที่ 7 และ 11 กรกฎาคม ของปีถัดไป กระทรวงศึกษาธิการได้นำร่าง พ.ร.บ.ไปปรับปรุงเพื่อสะท้อนข้อติติงและข้อเสนอแนะของเสนาบดีทั้งหลายรวมทั้งข้อโต้แย้งความเห็นของกระทรวงนครบาล ทำหนังสือตอบราชเลขาธิการไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2464
ในการทูลเกล้าฯ ร่าง พ.ร.บ.คราวนี้ นอกจากกระทรวงศึกษาธิการจะได้โต้ตอบความเห็นของกระทรวงนครบาลในทุกประเด็นแล้ว ยังได้มีการแก้ไขปรับปรุงเอกสารที่สำคัญดังนี้
– จำกัดพื้นที่บังคับใช้เฉพาะอำเภอและตำบลที่มีประกาศแนบท้ายและให้กระทรวงศึกษาธิการทยอยประกาศเพิ่มเติม อันหมายความว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่ใช้กับเขตนครบาลซึ่งคัดค้านการศึกษาภาคบังคับและอีกหลายพื้นที่ซึ่งผู้ปกครองหรือราษฎรยังไม่พร้อม
– จัดทำเอกสารประกอบอย่างละเอียด มีร่าง พ.ร.บ.ที่แก้ไขแล้ว เปรียบเทียบกับร่างเดิม ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
– แนบความเห็นของนายเรอเน่ กียอง หัวหน้ากองร่างกฎหมาย (ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้พัฒนาเป็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา) และความเห็นของสมุหเทศาภิบาล 2 มณฑลที่ขอร้องให้มี พ.ร.บ.ประถมศึกษา เพื่อแสดงว่าร่าง พ.ร.บ.นี้เหมาะสมแล้ว อีกทั้งเป็นที่เรียกร้องต้องการของเจ้าพนักงานในพื้นที่ ในคราวนี้ ทรงมีหนังสือตอบถึงเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการโดยตรงพระราชทานอนุญาตให้ตราเป็นกฎหมายได้ เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2464 กระทรวงฯ เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและประกาศใช้ พ.ร.บ.ประถมศึกษาแห่งชาติให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม ปีเดียวกัน และเป็นรากฐานของการศึกษาสำหรับราษฎรถ้วนหน้าของไทย


พระราชบัญญัติประถมศึกษาที่ประกาศใช้ แม้จะบังคับใช้ไม่ได้สมบูรณ์ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นการศึกษาถ้วนหน้าสำหรับราษฎรที่วางอยู่บนปรัชญาการศึกษาที่ต่างจากแผนการศึกษาก่อนหน้านี้ทั้งหมด
1. การศึกษาเพื่อชายและหญิงอย่างทัดเทียม โดยไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนา ต่างจากการเรียนในวัดที่จัดได้เฉพาะเด็กชาย
2. จัดการศึกษาเพื่อพลเมืองทั้งชาติ ไม่เฉพาะครอบครัวที่ฐานะดี หรือผู้ประสงค์จะรับราชการ
3. การศึกษาแนวราบ เพื่อ “ยกคนทั้งชาติให้สูงขึ้นพร้อมกัน”
4. การศึกษาตามอัตตภาพ มีทางเลือกในการเรียนวิชาในสายอาชีพที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตน

