การกีฬาและพลานามัย

sport 1

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นผู้นิยมในการกีฬา

linsss

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นผู้นิยมในการกีฬา เมื่อหนุ่มๆ เล่นเทนนิส แต่เมื่อชราก็หันมาเล่นตะกร้อ ท่านเป็นผู้รักษาสุขภาพอนามัยและส่งเสริมให้ชาวไทยทั้งหลายได้ออกกำลังและเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างพลานามัย

เมื่อจบการศึกษากลับมารับราชการ ในปีแรกๆ ท่านได้ผลักดันให้เกิดหลักสูตรการเรียนการสอนด้านพลศึกษาในโรงเรียน ในยุคแรกเรียกว่า “วิชากายกรรม” หรือ “วิชาดัดตน” แต่ไม่มีผู้มีความรู้ความสามารถจะสอนวิชานี้ได้ ท่านจึงแต่งตำรากายกรรม (กายบริหาร) เป็นตำราด้านพลศึกษาเล่มแรกของไทย นอกจากนั้นได้จัดการบรรยายการสอนพลศึกษาและการกีฬา น้ำใจนักกีฬา ที่สามัคยาจารย์สมาคม รวมทั้งเขียนบทความในเรื่องดังกล่าวในวารสารวิทยาจารย์เพื่อให้ครูศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อสอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนได้ต่อไป

ท่านยังได้ใช้สามัคยาจารย์สมาคมเป็นที่ฝึกซ้อมการเล่นกีฬาและการออกกำลังกายชนิดต่างๆ ทั้งกีฬาไทยและสากล มีผู้สมัครเรียนจำนวนมาก เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งสถานศึกษาวิชาพลศึกษาสำหรับครูเป็นแห่งแรกในประเทศไทยในสามัคยาจารย์สโมสรสถาน เรียกว่า “สโมสรกายบริหาร” เพื่อฝึกหัดครู

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีในครั้งที่ยังมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงไพศาลศิลปศาสตร์ ได้ริเริ่มนำกีฬาฟุตบอลมาเล่นในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2443 และต่อมากำหนดให้มีการแข่งขันระดับโรงเรียน ชิงโล่ของกรมศึกษาธิการตั้งแต่ พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา

ในหนังสือประวัติครู ฉบับปี พ.ศ. 2501 ของคุรุสภา ขุนวิรุฬห์จรรยาได้เขียนพรรณนาการริเริ่มนำฟุตบอลมาเล่นในโรงเรียนของท่าน ดังนี้ “เรื่องนี้ไม่ได้รับความสนับสนุนและร่วมมือ ไม่เห็นชอบในหมู่ผู้ปกครองของนักเรียน หาว่าการเล่นฟุตบอลมีแต่ผลร้าย นอกจากเสียเวลาเรียนแล้ว จะทำให้เด็กได้รับอันตรายบาดเจ็บแข้งขาหักจากการเล่นฟุตบอลอาจถึงตายก็ได้ แต่ท่านก็มิได้ลดละ ไม่ยอมเลิกการแข่งขันฟุตบอล เพราะท่านคิดการณ์ไกลกว่านั้น ท่านเห็นว่าการบาดเจ็บอาจมีบ้างก็เป็นส่วนน้อย ถ้าได้เล่นกันโดยระมัดระวัง การเจ็บป่วยถือว่าเป็นโดยบังเอิน การเล่นฟุตบอลจะช่วยทางใจได้เป็นอย่างดี ทำให้มีใจเป็นนักกีฬา รู้จักอดทน อดกลั้น รู้จักแพ้รู้จักชนะ ไม่พยาบาท สู้กันซึ่งหน้า มีความสามัคคีในหมู่คณะ หัดให้เล่นฟุตบอล ไม่ใช่เล่นคน (Play the ball, not play the man) ท่านได้เชิญครูใหญ่มาประชุมชี้แจงถึงเรื่องนี้โดยตลอด และขอให้ครูใหญ่ได้ชี้แจงให้ผู้ปกครองนักเรียนทราบด้วย ในระยะเวลาต่อมาการแข่งขันฟุตบอลมีความเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว”

ความมุ่งมั่นในการใช้กีฬาฟุตบอลสร้างคนของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีสะท้อนอยู่ชัดเจนในหนังสือเรื่อง “ศตวรรษแห่งการกีฬา” นายสวัสดิ์ เลขยานนท์ ผู้เขียน ได้กล่าวถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีว่า “ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่นั้น ผมมีหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างโรงเรียนอยู่ ท่านรู้จักว่าผมเป็นข้าราชการใต้บังคับบัญชาของท่านผู้หนึ่ง และปฏิบัติงานฟุตบอลที่ท่านต้องใจ ผมจึงมีโอกาสเข้าเคารพท่านเนืองๆ และท่านได้สั่งสอนผมว่า ถ้ามีกรณีใดเกิดขึ้นกับการแข่งขันฟุตบอลของนักเรียนแล้ว จงอย่าหยุด หรือเลิกการแข่งขันเสีย ต้องหาทางให้เล่นกันต่อไป ด้วยความเข้าใจอันดี หากไปหยุดไปเลิกเข้า นักเรียนผู้เข้าแข่งขันหาใช่เป็นผู้แพ้ไม่ เราเองต่างหากตกเป็นฝ่ายแพ้ นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังสั่งผมว่า หากคาดว่าจะมีกรณีเกิดขึ้น ให้นำความเรียนให้ท่านทราบโดยตรงทีเดียว ท่านว่าท่านจะพยายามไปดู”

แม้เมื่อออกจากราชการแล้ว ท่านก็ยังคงตอกย้ำปรัชญาของการกีฬาไว้ในบทกวีต่างๆ รวมทั้งในเพลง “กราวกีฬา”  ซึ่งยังคงเป็นเพลงที่ใช้เปิดในการแข่งขันกีฬาต่างๆ อยู่ถึงปัจจุบัน

หลวงไพศาลศิลปศาสตร์กับฟุตบอลแห่งชาติสยาม

หลวงไพศาลศิลปศาสตร์ ผูู้อยู่เบื้องหลังจุดเริ่มต้นอันสำคัญของการนำกีฬาฟุตบอลในสยาม ได้นำกติกา “แอสโซซิเอชันฟุตบอล” จากประเทศอังกฤษมาแปลและเผยแพร่ให้คนไทยเข้าใจเป็นครั้งแรก

“ตำรากายกรรม” แบบเรียนพลศึกษาเล่มแรกของประเทศไทย

แนะนำให้รู้จักตำราพลศึกษาเล่มแรกของประเทศไทย อันเป็นหนังสือสอนวิธีกายบริหาร

โคลงกลอนเกี่ยวกับกีฬา

รวมบทกวีเกี่ยวกับกีฬาและพลศึกษาของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

เพลงกราวกีฬา

เพลงกราวกีฬามีอายุเกือบหนึ่งร้อยปี เพลงนี้มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับปรัชญาของการเล่นกีฬา