วิสามัญศึกษา

linsss

การจัดการศึกษาด้านวิสามัญศึกษาอยู่ในแผนการศึกษาของกระทรวงธรรมการตั้งแต่ พ.ศ. 2445 แต่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นแผนของรัฐบาลและไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปปฏิบัติ กระทรวงธรรมการจึงได้อาศัยสามัคยาจารย์สมาคมเป็นช่องทางในการถ่ายทอดความรู้และฝึกทักษะ

สโมสรช่างของสามัคยาจารย์สมาคม
คำประกาศตั้งโรงเรียน่ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย

วิสามัญศึกษาตามกรอบความคิดของกระทรวงธรรมการอันเป็นแนวทางที่ท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรียึดถือและร่วมผลักดันนั้น ประกอบด้วยการศึกษา 3 ด้าน คือ

  1. หัตถกรรม
  2. พาณิชยกรรม และ
  3. กสิกรรม

เดิมช่างไทยสืบทอดความรู้ทักษะกันในกองช่างของข้าหลวงที่รับผิดชอบงานโยธา เกณฑ์ไพร่เลกมาฝึกงานและทำงานช่าง หากทำงานดีก็ได้ทำงานราชการต่อ เมื่อยกเลิกระบบไพร่   การฝึกช่างใหม่ให้ราชการก็ขาดตอนไป เพราะกระทรวงมีหน้าที่ทำงาน ไม่ได้มีหน้าที่สอน ส่วนโรงเรียนก็สอนเฉพาะวิชาสามัญขั้นพื้นฐาน ยังไม่พร้อมจะสอนสายวิสามัญ ช่างไทยก็ค่อยๆ หายไป ความรู้บางเรื่องก็ตายไปพร้อมกับตัวช่าง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ข้าราชการในกระทรวงธรรมการก็เรี่ยไรเงินกันเป็นเงินก้อนแรกเพื่อสร้างอาคารเรียนในโรงเรียนช่างของสามัคยาจารย์สมาคมถวายเป็นพระราชกุศล และ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า “เพาะช่าง” ซึ่งต่อไปได้พัฒนาแขนงวิชาช่างก่อสร้างและแยกออกไปเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายเมื่อปี พ.ศ. 2475

การกสิกรรมเป็นงานหนัก หากเด็กจากครอบครัวกสิกรรมได้เรียนหนังสือแล้วก็อาจไม่ยอมกลับไปทำกสิกรรมอีก เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงผลักดันให้มีการศึกษาวิชากสิกรรมตั้งแต่ชั้นประถม เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความคิดว่าเมื่อเรียนหนังสือแล้วต้องทำงานอ่านเขียน และการทำการกสิกรรมก็ต้องทำด้วยความรู้ หาไม่แล้วประเทศก็จะผลิตได้แต่สินค้าเกษตรเดิมๆ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เมื่อท่านดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการใน ปี พ.ศ. 2459 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงได้มอบให้พระยาเทพศาสตร์สถิตย์รับผิดชอบการตั้งโรงเรียนประถมกสิกรรม ซึ่งแม้จะตั้งได้จริง ในพ.ศ. 2460 และเริ่มทำการทดลองวิจัยด้านการเกษตรได้ผลดี แต่รัฐบาลก็ยังไม่เห็นความสำคัญ จนกระทั่งเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีกลับมาเป็นรัฐมนตรีภายหลังปี พ.ศ. 2475 กระทรวงธรรมการจึงได้ส่งเสริมโรงเรียนประถมกสิกรรมให้ขยายการเรียนการสอนไปยังจังหวัดต่างๆ และพัฒนาเป็นโรงเรียนมัธยมกสิกรรมและวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรในเวลาต่อมา

นักเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม

ในด้านพาณิชยกรรม เป็นด้านที่ได้รับการสนับสนุนน้อยอีกเช่นกัน เนื่องจากมีความเชื่อโดยทั่วไปว่าการค้าขายนั้น เพียงมีเงินทุนก็ทำได้ แต่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีตระหนักดีว่า การพาณิชยกรรมมีความสำคัญมาก เนื่องจากโภคทรัพย์ของแผ่นดินสร้างผลประโยชน์ให้แก่ประเทศสยามน้อยมากเพราะผลกำไรส่วนใหญ่ตกอยู่แก่คนกลาง และครอบครัวคนไทยแต่เดิมไม่ได้ทำการค้า เมื่อริเริ่มจะตั้งบริษัทก็มักจะขาดทุน เนื่องจากขาดความรู้และประสบการณ์ การสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรืองจึงจำเป็นต้องสร้างคนให้มีความรู้ทางด้านการค้าขายและการทำธุรกิจสมัยใหม่ ไม่เช่นนั้นกิจการต่างๆ ก็จะตกอยู่ในมือต่างชาติไปหมด

แม้จะเป็นแนวคิดที่ได้รับการต่อต้านในหมู่ชนชั้นสูง แต่ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลอง และเสนาบดี/ รัฐมนตรีกระทรวงธรรมการ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้ผลักดันจนเกิดการเรียนการสอนในสายวิสามัญศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมรวมทั้งได้ผลิตครูในสายวิสามัญศึกษาเพื่อรองรับการขยายตัวของหลักสูตรการเรียนในด้านนี้