โรงเรียนช่างที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี คือช่างหัตถกรรม รวมถึงช่างก่อสร้าง สถาปัตยกรรมและวิศวกรรม การผลักดันการศึกษาด้านหัตถกรรมทำได้ยากลำบากเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ท่านได้พากเพียรอย่างไม่ย่อท้อ นับจากเริ่มต้นได้อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกที่สามัคยาจารย์สมาคมอันเป็นช่องทางให้ผู้มีฝีมือและผู้ที่มีใจรักได้มาร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ทางช่าง ต่อมาเติบโตเป็นโรงเรียนเพาะช่างซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงแห่งแรกในสายช่าง จนกระทั่งสามารถผลิตบัณฑิตในด้านวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมได้
เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชยผู้บัญชาการโรงเรียนเพาะช่าง สิ้นพระชนม์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงิน 10,000 บาท ให้สร้างโรงงานนักเรียนเพาะช่างอุทิศแด่พระเจ้าน้องยาเธอ โรงเรียนก็ได้นำมาสร้างโรงงานที่พญาไท เชิงสะพานอุเทนถวาย ทำให้สามารถผลิตช้ินงานหัตถกรรมตามความต้องการของหน่วยงานราชการเพื่อหารายได้มาหมุนเวียนในการจัดการศึกษา
ความต้องการของหน่วยงานราชการนั้น ยังรวมถึงช่างก่อสร้างที่จะมาคุมงานก่อสร้างจำนวนมาก ซึ่งในขณะนั้นมีแต่ชาวจีน และในด้านงานออกแบบและวิศวกรรม กระทรวงโยธาธิการซึ่งมีงานก่อสร้างจำนวนมากนั้นก็จำเป็นต้องว่าจ้างชาวตะวันตกทั้งสิ้น ทั้งหน่วยงานราชการและเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเห็นความจำเป็นในการการพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ เช่นกัน แต่ก็ทำได้ยากเนื่องจากต้องลงทุนสูง รวมทั้งต้องใช้ผู้มีความรู้ชั้นสูง กระทรวงธรรมการจึงคัดสรรข้าราชการส่งไปศึกษาต่อวิชาชั้นสูงในต่างประเทศ
สำหรับงานวิศวกรรมนั้น เมื่อเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้มาเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ท่านได้สอบถามส่วนราชการต่างๆ จนได้ความแน่ชัดว่ากรมรถไฟตะวันตกมีความประสงค์จะรับผู้มีความรู้ด้านช่างกล จึงได้จัดตั้งโรงเรียนช่างกลในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนให้ชื่อว่า “โรงเรียนยันตรศึกษาแห่งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยขอให้กรมรถไฟสายใต้ส่งผู้เชี่ยวชาญในหน่วยงานมาเป็นผู้สอน และให้นักเรียนไปฝึกงานในกรมส่วนราชการเหล่านั้น เพื่อประหยัดเงินค่าอาจารย์และอุปกรณ์ โดยกำหนดให้เรียนในโรงเรียน 3 ปี และออกไปฝึกงานอีก 3 ปี จึงจะได้ประกาศนียบัตร
ในระหว่างนี้ บุคลากรที่ได้รับทุนการศึกษาจากกระทรวงธรรมการ ก็เริ่มจบการศึกษาในต่างประเทศและกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาวิสามัญศึกษารวมทั้งการศึกษาชั้นสูงในสายงานช่างร่วมกับผู้มีใจรักในสายงานนี้ ดังเช่น อาจารย์นารถ โพธิประสาท เมื่อจบจากการศึกษาและกลับมาสอนที่โรงเรียนเพาะช่าง ก็ได้สร้างแผนกวิชาสถาปัตยกรรมขึ้น

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีกลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ จึงได้จัดสรรงบประมาณซื้ออุปกรณ์เครื่องจักรและยกระดับคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้มีความสามารถสอนในระดับปริญญาได้ และยกแผนกวิชาสถาปัตยกรรมจากโรงเรียนเพาะช่างไปรวมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีการเรียนการสอนระดับปริญญา และต่อมาภายหลังได้แยกออกมาเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
ในด้านงานก่อสร้าง ในปี พ.ศ. 2475 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ได้มีคำสั่งตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างขึ้นที่โรงงานของโรงเรียนเพาะช่าง ถนนพญาไท เชิงสะพานอุเทนถวาย ให้ชื่อว่า “โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย” เพื่อ “เป็นแบบอย่างแห่งโรงเรียนช่างก่อสร้างทั้งหลาย กับเป็นที่เพาะวิชาครูช่างเพื่อไปเผยแผ่วิชาช่างในโรงเรียน ช่างก่อสร้างทั้งหลายอันจะเกิดขึ้นสะพรั่งตั้งแต่นี้ไป”
สถาบันการศึกษาในสายช่างที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้ริเริ่ม ส่งเสริม และจัดตั้งขึ้นอย่างมั่นคงนั้น ได้เติบโตพัฒนาอย่างน่าภาคภูมิใจและผลิตบุคลากรคุณภาพที่ช่วยกันเล่าขานตำนานสถาบันของตน
ประวัติโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย คลิกที่นี่

