ดูงานให้ได้งาน: รายงานการศึกษาประเทศญี่ปุ่นและการวางรากฐานระบบการศึกษาไทย

ข้าราชการที่ไปดูงานการศึกษาประเทศญี่ปุ่น พ.ศ. 2445

พระไพศาลศิลปศาสตร์ กับการดูงานระบบการศึกษาประเทศญี่ปุ่น

รายงานการศึกษาประเทศญี่ปุ่นนี้สะท้อนความประทับใจของพระไพศาลศิลปศาสตร์ ที่มีต่อระบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น และเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านวางระบบการศึกษาของประเทศไทยในเวลาต่อมา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ครั้งยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชมกุฎราชกุมาร ทรงสำเร็จการศึกษาและเสด็จกลับจากยุโรปผ่านประเทศญี่ปุ่น ทางราชการได้ส่งพระยาวิสุทธิ์สุริยศักดิ์ อธิบดีกรมศึกษาธิการ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ไปรับเสด็จ และได้นำข้าราชการจากกระทรวงธรรมการไปเพื่อศึกษาดูงานด้านการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นด้วย

คณะข้าราชการกลุ่มนี้นำโดยพระไพศาลศิลปศาสตร์ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และมีขุนอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) พร้อมทั้งนายอ่อน สาริบุตร์ ร่วมคณะไปด้วย  และพระไพศาลศิลปศาสตร์ได้จัดทำรายงานการศึกษาอย่างละเอียดเสนอแก่ผู้บังคับบัญชาในปีถัดมา  หลังจากนั้น กรมศึกษาธิการได้จัดพิมพ์เป็นเล่มเพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป

หนังสือเล่มนี้ มีความยาว 139 หน้า เนื้อหาของหนังสือกล่าวถึงประเภทและระดับต่างๆ ในระบบการศึกษาของญี่ปุ่นในเวลานั้น แต่ทุกบทตอนยังสะท้อนถึงแนวคิด ความเชื่อ และทัศนคติของท่านที่มีต่อการศึกษาและประเทศชาติ

การดูงานที่คุ้มค่าที่สุดของไทย

คณะข้าราชการนี้ใช้เวลาดูงานทั้งสิ้น 72 วัน และได้ศึกษาระบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงอุดมศึกษา นอกจากนั้น ยังกล่าวถึงการจัดการศึกษาประเภทพิเศษต่างๆ เช่น การฝึกหัดครู การศึกษาสำหรับคนพิการ การจำแนกการศึกษาหญิงชายในระดับมัธยม สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนได้เห็นและชื่นชมคือการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนเป็นอย่างดี ผู้เขียนจงใจที่จะไม่ลงลึกในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีโอกาสปรับใช้ได้ในประเทศไทยในช่วงเวลานั้น รวมทั้งเห็นว่าไทยยังไม่พร้อมสำหรับการศึกษาสำหรับคนพิการ เนื่องจากจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาสำหรับพลเมืองส่วนใหญ่ก่อน

มองย้อนกลับไป ทุกวันนี้เราทราบกันแล้วว่าผู้เขียนซึ่งต่อมาได้รับราชการก้าวหน้าเป็นเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ นั้น ได้ประยุกต์แนวทางการจัดการศึกษาของระบบการศึกษาญี่ปุ่น มาเป็นการวางระบบการศึกษาไทยที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

  • ออกแบบระบบการศึกษาทั้งระบบให้เห็นภาพการจัดการศึกษาโดยรัฐ โดยเอกชน และโดยท้องถิ่น ให้เห็นทางเลือกในแผนการศึกษาและเป็นแนวทางในการกำหนดหลักสูตรและเกณฑ์การวัดผล
  • การศึกษาภาคบังคับสำหรับหญิงและชายในระดับประถมศึกษา เพื่อให้พลเมืองมีความรู้และได้รับการอบรมแนวปฏิบัติตนที่จำเป็น อันเป็นพื้นฐานของการสร้างชาติให้เข้มแข็งและเจริญก้าวหน้า
  • การขยายการศึกษาโดยรัฐจัดทำโรงเรียนต้นแบบ และให้ท้องถิ่นรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนของตนเองโดยให้บริหารในรูปแบบของกรรมการโรงเรียน
  • ให้มีการศึกษาสายอาชีพควบคู่กับการศึกษาวิชาสามัญ ทั้งในระดับพื้นฐานและวิชาชีพชั้นสูง ในด้านหัตถกรรม/อุตสาหกรรม  กสิกรรม และการพาณิชย์ เพื่อให้ผู้เรียนจบการศึกษาภาคบังคับมีวิชาชีพเลี้ยงตัวและพัฒนาความเป็นอยู่ของครอบครัวได้ และผู้ที่เรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปมีความรู้เพื่อประกอบวิชาชีพและเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
  • ให้มีการศึกษาที่สมดุล ทั้งพุทธิศึกษา จริยศึกษา และพลศึกษา ไม่มุ่งเน้นเพียงการเรียนวิชาสามัญหรือความรู้ แต่การศึกษาต้องสร้างพลเมืองที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติ

ข้อเสนอแนะที่ถูกปฏิเสธ

แม้เสนาบดีจะได้ทูลเกล้าถวายรายงานของข้าราชการตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2447 แต่ก็ไม่ปรากฎว่าประเทศไทยได้ปฏิรูประบบการศึกษาตามข้อเสนอแนะในรายงานนั้นแต่อย่างใด  และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาแสดงพระราชดำริในเรื่องนี้ ในปี พ.ศ. 2453 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรัชกาล ถึงผู้เขียน ซึ่งบัดนั้นได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมตรวจ ของกระทรวงธรรมการ สรุปความได้ว่ารายละเอียดของรายงานนั้น ไม่ตรงกับเรื่องที่เป็นพระราชประสงค์